วิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ

19 วิธีรักษาฝ้า & รักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ ! หน้าเป็นฝ้าทําไงดี ??

ฝ้า

ฝ้า (Melasma) ปัญหาสุดกลุ้มของผิวพรรณ ที่เรียกได้ว่าเป็นญาติสนิทกับรอยกระ เพราะกระบวนการเกิดนั้นคล้ายคลึงกันมาก แต่ฝ้าจะมีบริเวณที่กว้างกว่า มองเห็นได้ชัดกว่า สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของใบหน้า แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีฝ้าบริเวณโหนกแก้ม โดยตัวเลขเฉลี่ยของคนที่เป็นฝ้าส่วนใหญ่จะเริ่มจากวัย 30 ปีขึ้นไป

สาเหตุการเกิดฝ้า

ฝ้าเกิดจากอะไร ? ฝ้า หรือ Melasma เกิดจากการที่เม็ดสีผิวหรือเม็ดสีเมลานิน (Melanin pigment) ทำงานมากเกินไป จึงทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ เนื่องมาจากเจ้าเม็ดสีเมลานินนั้นมีหน้าที่กรองรังสียูวี เมื่อผิวได้รับแสงแดดมากขึ้น เมลานินก็จะถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วย โดยรังสีที่มีผลต่อการเกิดฝ้าคือ “รังสี UVA” ซึ่งรังสียูวีเอจะมีช่วงคลื่นที่ยาวกว่ารังสียูวีบี จึงสามารถทำลายผิวได้ลึก จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมื่อตากแดดนาน ๆ แล้วผิวถึงคล้ำเสียได้

และนอกจากแสงแดดแล้ว เรื่องของการใช้เครื่องสำอางบางชนิด การทานยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด รวมไปถึงฮอร์โมนและกรรมพันธุ์ ก็เป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าได้เช่นกัน (ถ้าสาเหตุการเกิดฝ้ามาจากกรรมพันธุ์ โอกาสฝ้าจะกลับมาเกิดซ้ำจะมีสูงมาก และปริมาณอาจเท่าเดิมหรือลดลงกว่าเดิมเล็กน้อย จึงไม่คุ้มค่ากับการทุ่มเงินรักษาเท่าไร)

ฝ้าต่างจากกระ “เพราะฮอร์โมน” ถ้าเป็นกระส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากแสงแดด ความร้อน และอายุ แต่ในกรณีของฝ้ามักจะมีปัจจัยฮอร์โมนเข้ามาค่อนข้างเยอะ เช่น มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอย่างรวดเร็วตอนตั้งครรภ์ รวมไปถึงการที่ฮอร์โมนลดลงอย่างรวดเร็วก็ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน อย่างช่วงการเข้าสู่วัยทอง และวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น

ประเภทของฝ้า

  • ฝ้าแบบตื้น จะอยู่ในระดับผิวหนังกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) ฝ้าชนิดนี้จะเป็นสีน้ำตาล ขอบชัด เกิดขึ้นได้ง่าย และสามารถรักษาให้หายได้โดยใช้เวลาไม่นาน
  • ฝ้าแบบลึก จะอยู่ในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังกำพร้า ความลึกของมันจะทำให้เกิดการแสดงสีออกมาเป็นสีน้ำตาลอมฟ้าหรือสีน้ำตาลอมม่วง เป็นฝ้าที่รักษาได้ยาก การทายามักให้ผลเพียงแค่ทำให้ดูจางลงเท่านั้น

วิธีรักษาฝ้า

1. เลือกใช้ครีมบำรุง (ครีมรักษาฝ้า) การเลือกครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ AHA, วิตามินซี, อาร์บูติน (Arbutin), กรดโคจิก (Kojic) รวมไปถึงครีมทาฝ้า ครีมแก้ฝ้า หรือครีมรักษาฝ้าต่าง ๆ ก็สามารถทำให้ฝ้าจางลงและทำให้หน้าดูกระจ่างใสขึ้นได้ เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลานานหน่อยเท่านั้น

2. ฉีดเมโสรักษาฝ้า (Mesotherapy) เป็นการใช้เข็มเล็ก ๆ ฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นผิวตื้น ๆ เพื่อการกระจายตัวยาที่ใช้รักษากระลงสู่ชั้นเซลล์ที่มีปัญหา โดยจะฉีดลึกลงไปประมาณ 1-2 มม. ระยะห่างกันไม่เกิน 1 เซนติเมตร เฉพาะบริเวณที่มีปัญหากระและฝ้า แต่ต้องทำการฉีดซ้ำทุก ๆ 1-2 อาทิตย์ วิธีนี้ถ้าจะหวังผลการรักษาให้เป็นที่พอใจคงเป็นไปได้ยาก อย่างมากก็แค่ช่วยให้ฝ้าดูจางลงเท่านั้น

3. ฉีดสเต็มเซล์ มีงานวิจัยชี้ว่าการฉีดสเต็มเซลล์ให้กับคนที่ต้องการรักษาผิวพรรณเพื่อย้อนวัยตัวเอง จะส่งผลทำให้ฝ้าลดลงตามไปด้วย เมื่อทำการทดลองกับคนที่ไม่ได้ต้องการย้อนวัย แต่ต้องการรักษาฝ้าเพียงอย่างเดียว ก็พบว่าสเต็มเซลล์ก็สามารถช่วยลดฝ้าได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์จากรกของเด็กที่เพิ่งคลอด หรือสเต็มเซลล์จากผิวหนังแกะ

4. รักษาฝ้าด้วย IPL (Intense Pulsed Light) เครื่องประเภทนี้มีหลักการทำงานคล้ายเลเซอร์ (จึงถูกเรียกเหมารวมว่าเป็นเลเซอร์) นั่นก็คือเป็นการใช้แสงยิงลงไปที่ผิวให้เกิดความร้อน และความร้อนนั้นจะไปทำลายโปรตีนของเม็ดสีผิวหรือเมลานิน ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น กระบวนการทำไม่มีความเจ็บปวดและไม่ต้องทายาชาเหมือนการทำเลเซอร์ทั่วไป หลังทำเสร็จอาจมีรอยแดงบ้างเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และจะค่อย ๆ จางหายไปเอง หลังการทำ IPL แล้ว จุดที่เป็นฝ้าแดดอาจมีการตกสะเก็ดบ้าง แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะมันจะค่อย ๆ หลุดออกมาเอง และเพื่อให้ผลที่ดีในการรักษาควรทำติดต่อกันทุก 2 สัปดาห์ ในช่วงแรก และกลับมาทำอีกทุก ๆ 1-2 เดือน เพื่อยังผลการรักษาเอาไว้ แต่อย่างไรก็ดี การทำ IPL ก็ไม่สามารถทำให้ฝ้าหายขาดได้ เพียงแต่ช่วยทำให้มันจางลงเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปมีโอกาสจะกลับมามีสีเข้มเหมือนเดิม ดังนั้นทำไปแล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยล่ะ ไม่อย่างงั้นจะเสียเงินฟรี ๆ นะเออ


หากคุณต้องการคำปรึกษาเรื่องการดูแลผิวพรรณ คุยกับเราสิครับ

เปิดให้บริการทุกวัน 12.00 – 21.00 น.

โทร : 02 102-1198
สายด่วน : 099 228 2992

เพิ่มเพื่อน